Thursday, December 28, 2006

เพื่อนใหม่ (สึนามิที่ฤดูไม่อาจลืม 3)

หลังจากเลิกงานผมก็ ไปเอาสัมภาระที่ฝากไว้ที่เต๊นท์เจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทำหน้าที่ช่วยพวกเราแต่งตัวแล้วก็มานั่งพักดื่มน้ำอยู่ในบริเวณวัดสักพักด้วยความเหน็ดเหนื่อย เมื่อหายเหนื่อยแล้วก็เดินทางออกจากวัดเมื่อมาถึงหน้าวัดผมมองไปที่บอร์ดใหญ่บอร์ดหนึ่งซึ่งมีข้อความที่เขียนว่า เราจะพาทุกคนกลับบ้าน “ นี่คือคำสัญญาจากพวกเราทุกชีวิต”และก็มีลายเซ็นคุณหมอพรทิพย์กำกับอยู่ข้างล่าง เมื่ออ่านแล้วผมรู้สึกประทับใจมาก ข้อความสั้นๆนี้เองกลับทำให้ผมรู้สึกดีใจมากๆที่คิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจมาทำหน้าที่นี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างไร้วิญญาณของผู้ประสบภัยได้กลับไปบ้านที่พวกเค้าจากมาและได้กลับไปสู่คนที่รักแม้ว่าการกลับไปในครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมก็ตามที

ก่อนจะเดินกลับเข้าที่พักผมก็พบคุณลุงท่านหนึ่งซึ่งคาดว่าอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบ กำลังสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับคนหาย คุณลุงคนนี้ได้บอกว่าพี่สาวแกหายไปจากเขาหลัก ซึ่งคุณลุงคนนี้ก็บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมคิดว่าพี่สาวผมคงเสียชีวิตแล้ว แต่ที่หวังก็แต่เพียงจะได้นำศพไปทำพิธีทางศาสนาเท่านั้นเอง” คุณลุงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พร้อมกับเอามือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มผมรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง กับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า

หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากหน้าวัดเพื่อที่จะไปยังที่พักซึ่งเป็นเต๊นท์สีขาวหลังใหญ่ ของพี่ๆคณะแพทย์อาสาสมัคร ผมเดินไปกับกลุ่มพี่ๆแพทย์อาสาตามประสาผู้มาใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าเต๊นท์ที่ว่านี้อยู่ที่ไหน ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าๆแล้ว ผมเดินไปยังเต๊นท์ด้วยความเหนื่อยล้าแต่ด้วยหัวใจที่เป็นสุขเหลือเกิน หลังจากที่เดินมาได้ประมาณสิบนาที ผมก็มาถึงที่ทำการเทศบาลตำบลตะกั่วป่า ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต๊นท์ขาวนี้ได้ตั้งอยู่ หลังจากนั้นผมก็เข้าไปนำสัมภาระไปวาง เต๊นท์นี้เป็นเต๊นท์ที่ใหญ่จริงๆ จุเตียงนอนสำหรับนอนคนเดียวได้เป็นร้อยคนทีเดียว เป็นเต๊นท์ที่ติดแอร์เสียด้วย “คืนนี้ผมคงนอนหลับสบายแน่ๆ”ผมคิดในใจ เมื่อจับจองที่นอนได้เสร็จผมก็เตรียมตัวที่จะไปอาบน้ำอาบท่า เพื่อชำระร่างกายและความเหนื่อยล้า เมื่ออาบน้ำเสร็จ ผมก็ยังคงอยู่ในบริเวณทีทำการเทศบาลไม่ได้ไปไหนไกล ได้เดินเล่นอยู่ในนั้นพร้อมกับทักทายพี่ๆชาวท้องถิ่น พี่ๆชาวท้องถิ่นพูดจากับผมด้วยความเป็นมิตร บางคนก็ชวนร่ำสุรา ผมก็น้อมรับนำมาดื่มด้วย ไมตรีจิต และไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจของผู้ให้

ประมาณทุ่มครึ่งผมก็ได้รับการแนะนำให้ไปรับประทานอาหารที่ซุ้มอาหารซุ้มเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หลังที่ทำการเทศบาลนี่เอง หลังจากได้ทานจนอิ่ม ผมก็ได้พบกับน้องๆที่มาจากโรงเรียนสอนศาสนาพุทธ แห่งหนึ่งจากทางภาคอีสาน น่าเสียดายเหลือเกิน ที่ผมมิอาจจะจำชื่อโรงเรียน และจังหวัดได้ รู้ก็แต่เพียงว่า โรงเรียนนี้มีสาขาอยุ่ในหลายๆจังหวัดทางภาคอีสาน และก็ให้เด็กๆได้เรียนฟรีด้วย น้องๆเหล่านี้เล่าให้ผมฟังว่าน้องๆมาคอยช่วยเดินแผ่ส่วนกุศลในตอนเช้าโดยเดินตามหลังพระภิกษุและภิกษุณี และก็ทำหน้าที่เล็กๆน้อยตามที่พอจะช่วยได้ ซึ่งน้องๆเหล่านี้นี่เองที่ผมเห็นเดินตามหลังพระภิกษุสงฆ์ด้วยท่าทีที่สงบเสงี่ยมหน้าวัดในตอนเช้าวันนี้เอง น้องๆอยู่ประมาณชั้นประถมห้า ประถมหก เท่านั้นเอง และ

น้องๆเป็นมังสวิรัติกันทุกคนซึ่งก็คงเป็นเพราะว่าที่โรงเรียนนี้คงเป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กทานแต่มังสวิรัติ มีครูสอนเป็นพระอาจารย์ซึ่งก็คงเป็นพระภิกษุสงฆ์นั่นเอง เราคุยกันอย่างถูกคอ ผมใช้โทรศัพท์มือถือของผมถ่ายรูปผมกับน้องๆ น้องๆเหล่านี้ตื่นเต้นมากๆ หลังจากนั้นผมก็ถ่ายรูปน้องๆไว้หลายรูป พร้อมกับบอกน้องๆว่า ให้โพสต์ท่าหล่อได้เต็มที่เลย หลังจากนั้นผมก็บอกน้องๆให้กลับไปยังที่พักได้แล้ว ซึ่งที่พักของน้องๆก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนัก เพียงแค่ข้ามถนนก็ถึงแล้ว ผมเดินไปส่งน้องๆเข้าที่พักเพราะเห็นว่ามืดมากแล้ว และน้องก็ยังเด็ก อาจจะไม่ปลอดภัยนักเวลาข้ามถนน

ก่อนจะล่ำลากัน น้องๆได้ชักชวนผมไปรับประทานอาหารเจในวันพรุ่งนี้ตอนเย็นอีกด้วย นี่กระมังที่เราผู้ใหญ่มักพูดกันว่าเด็กๆเปรียบเหมือนผ้าขาวทำให้น้องๆเหล่านี้ดูไร้เดียงสา ผิดนักกับสมัยตอนที่ผมเป็นเด็กๆซึ่งแก่แดดกว่าน้องๆหลายเท่านัก น้องๆเหล่านี้น่ารักมาก สุภาพเรียบร้อย ด้วยความใสซื่อนี่เองที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจกับเด็กๆกลุ่มนี้ ผมกะไว้ว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นๆจะไปร่วมรับประทานอาหารเย็นแล้วก็เล่นกับเด็กๆเสียหน่อย เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน หลังจากนั้นผมก็กลับเข้าที่พักเพื่อที่จะนอนหลับไว้เอาแรงเพื่อวันพรุ่งนี้เช้า สักพักพี่นวลผู้น่ารักก็โทรมาหาผมแล้วถามผมว่าเป็นอย่างไรบ้างพร้อมกับแนะนำร้านโรตีแกงเขียวหวานซึ่งอยู่ระหว่างทางเดินจากที่พักไปยังวัดย่านยาว ซึ่งพี่นวลได้บอกว่ามีรสชาดอร่อยมากๆแล้วก็ราคาย่อมเยาว์ แถมร้านนี้ยังมีชาเย็นที่แสนอร่อยอีกด้วย นี่แหล่ะของโปรดผมทั้งหมดเลย หลังจากที่คุยกับพี่นวลเสร็จผมก็สวดมนต์ก่อนนอนแล้วก็คุยกับพี่หมอเตียงข้างๆสักพัก ก่อนที่จะนอนหลับไปในที่สุด

ผมตื่นขึ้นมาเป็นเวลาหกโมงครึ่ง และก็คิดว่าโชคดีมากๆที่เมื่อคืนหลับสนิทดี เพราะผมเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวทีเดียว เคยจำได้ว่าสมัยตอนเข้าโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งตอน ป 3 ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน คณะครูได้นำนักเรียนใหม่ ไปดูพิพิธภัณฑ์ภายในโรงเรียน สิ่งที่ทำให้ผมกลัวมากก็คือศพเด็กที่ถูกดองอยู่ในขวดโหล ซึ่งภาพเหล่านั้นติดตาผมทำให้ผมนอนหลับยากไปหลายเดือนทีเดียว หลังจากที่ทำการอาบน้ำ ล้างหน้า และแปรงฟันแล้ว ผมก็มากินข้าวต้ม พร้อมด้วยดื่มกาแฟที่ซุ้มอาหารเล็กๆที่เดิม ซึ่งก็มีป้าๆลุงๆ ซึ่งคาดว่าเป็นคนพื้นที่คอยทำหน้าที่คอยบริการเติมน้ำเติมกับข้าวให้ผมและพี่ๆทันตแพทย์ ผมทานไปได้ไม่มาก เพราะไม่อยากอิ่มเกิน ลุงๆป้าๆนี้ใจดีมากๆ บริการพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ป้าคนนึงถามผมว่า “กินไปนิดเดียวแล้วจะอิ่มหรือลูก” ผมตอบกลับคุณป้าไปว่า “ผมจะลดความอ้วนครับ” หลังจากที่ผมพูดจบ ป้าๆลุงๆก็ขำกันใหญ่ หลังจากนั้นผมก็เดินมุ่งหน้าไปที่วัดย่านยาว

ผมเปลี่ยนชุดแล้วพร้อมที่จะทำงานตอนแปดโมงครึ่ง ผมทำงานกับน้องๆทหารเกณฑ์เหมือนเดิม วันนี้พวกเราสนิทกันมากขึ้นจึงเป็นผลให้พวกเราทำงานกันอย่างมีความสุขและสนุกกับงานมากขี้น มีการพูดคุยและหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน วันนี้ผมได้รู้จักกับครูฝึกของเหล่าน้องๆทหารเกณฑ์คนนึงชื่อว่าครูพล ครูพลเป็นครูฝึกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เราจึงสนิทกันเร็วและเราต่างก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมเรียกแกว่า ครูพล ตามที่นักเรียนทหารเรียกแก อากาศวันนี้ยังคงร้อนอบอ้าวเหมือนเมื่อวาน แต่พวกเรากลับทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (กว่าจะรู้สึกเหนื่อยก็เป็นตอนพักกินข้าว) งานตรวจศพเป็นงานที่ใช้เวลานานพอสมควรเพื่อป้องกันการผิดพลาด คุณหมอได้ทำหน้าที่อย่างตั้งใจ ซึ่งผมเองก็รู้สึกชื่นชมคณะทันตแพทย์เหลือเกิน พวกเราตั้งใจทำงานจนกระทั่งเที่ยง แล้วเราก็ออกไปพักกินข้าว และดื่มน้ำให้สดชื่น

ตอนพักกินข้าวผมได้เดินไปปากทางเข้าวัดก็พบว่ามีการลงทะเบียนคนหายและเพื่อมาขอตรวจสอบศพและขอรับศพของญาติพี่น้อง ซึ่งแต่ละคนมีสีหน้าที่เศร้าหมอง ผมเห็นแล้วก็ได้แต่รู้สึกเสียใจกับพวกเค้าด้วยใจจริง เพราะพวกคนที่มาติดต่อนั้นเค้าไม่รู้เลยว่าจะได้เจอญาติพี่น้องของพวกเค้าอีกหรือไม่ ถ้าเจอก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในสภาพไหน มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ด้านหน้ามีบอร์ดอันใหญ่หลายๆอัน มาติดรูปลูกหลานรวมไปถึงญาติพี่น้อง และคนรักที่ได้สูญหายไป ด้วยหวังอย่างยิ่งว่าคนเหล่านั้นจะยังมีชีวิตอยู่ มีแต่ความเศร้าจริงๆ ภาพที่ผมเห็นนี้ทำให้ผมถึงกับน้ำตาไหลในความสงสารบรรดาญาติที่มาติดต่อไม่ว่าจะเป็นขอรับศพ หรือไม่ก็มาติดต่อเรื่องคนหายอย่างสุดซึ้ง

ผมกับน้องๆทหารเกณฑ์ได้กลับเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ต่อตอนประมาณบ่ายโมง วันนี้ผมสลดใจมากๆเมื่อได้เห็นศพเด็กน้อยซึ่งอายุไม่น่าจะเกินห้าขวบ มือข้างหนึ่งมีตุ๊กตาอยู่ด้วย ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่ง ผมยกศพเด็กน้อยคนนี้พร้อมกับอธิษฐานในใจว่าขอให้น้องได้ไปอยู่ในที่ที่มีความสุข และหลับให้สบายอีกไม่นานผมก็ได้ยกอีกศพหนึ่งเป็นเด็กทารกอายุไม่น่าจะเกินสองขวบ สภาพศพเห็นแต่หนัง แทบไม่เห็นกระดูกเลย โดยเฉพาะกะโหลก ซึ่งผมคิดเอาเองว่า น้องเค้ายังแบเบาะอยู่มาก กะโหลกคงยังไม่เเข็งเต็มที่ เห็นแล้วได้แต่สงสารน้องเค้าที่อายุช่างสั้นนัก น้ำตาผมไหลอีกครา และได้แต่ภาวนาให้น้องนั้นหลับให้สบาย และไปสู่สุขคติ สักพักมีหมอทหารคนนึงได้บอกให้ผมได้ไปช่วยผูกข้อมือศพซึ่งก็มีตัวเลขเหมือนว่าเพื่อที่จะแสดงอะไรซักอย่างหนึ่ง ตอนแรกผมกลัวมากๆไม่กล้าจับ แต่ก็คิดว่าคนอื่นเค้าทำกันได้ ผมก็ต้องทำได้เช่นกัน

ความรู้สึกที่ต้องจับข้อมือศพในตอนแรกนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆสำหรับผม เพราะไม่เคยจับมาก่อน ผมผูกอย่างตั้งใจ และนุ่มนวลที่สุด กลัวว่าเค้าจะเจ็บทั้งๆที่เค้าคงไม่รู้สึกอะไรแล้ว ความรู้สึกที่ได้สัมผัสข้อมือของศพนั้นเป็นความรู้สึกที่หยุ่นๆนิ่มๆ ยังไงบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าผมก็ยังผูกแบบกล้าๆกลัวๆ แต่พอผ่านไปหลายศพเข้า ผมก็ผูกได้อย่างทะมัดทะแมงขี้น เมื่อได้ทำงานเกี่ยวกับศพมากขี้นๆ ผมก็ได้แต่รู้สึกปลง คิดได้ว่าสุดท้ายชีวิตคนเราก็เท่านี้ เราเริ่มจากศูนย์ ท้ายที่สุดแล้วธรรมชาติก็นำเรากลับไปที่ศูนย์ดังเดิม ตอนที่มีชีวิตอยู่เราก็ควรจะทำความดีเข้าไว้ เมื่อตายไปจะได้มีแต่คนนีกถึงแต่สิ่งดีๆที่ได้ทำไว้เมื่อตอนที่มีชีวิตอยู่ วันนี้ผมทำงานเรื่อยไปจนถึงห้าโมงเย็น หลังจากนั้นก็ไปขอรับชุดที่มีคนนำมาบริจาคเนื่องจากพี่หมอได้แนะนำว่าชุดที่ใส่ข้างในนั้นแม้ว่าจะใส่ชุดอวกาศทับอีกทีก็ไม่น่าที่จะสะอาดใส่เพียงครั้งเดียวก็ควรจะทิ้งไป

เมื่อผมได้ชุดใหม่มา ผมก็เดินกลับมายังที่พัก ระหว่างทางที่เดินจะไปอาบน้ำนั้น ผมได้เห็นกลุ่มพี่ๆลุงๆ นั่งล้อมวงร่ำสุรากันอยู่ พร้อมกับวัตถุประหลาด ด้วยความสงสัยผมจึงเข้าไปถามว่าเจ้าวัตถุนี้เค้ามีไว้ทำอะไร ซึ่งก็ได้ทราบภายหลังว่าเป็นที่ดักแมลงวันแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นวัสดุพลาสติคที่มี่ที่วางชิ้นเนื้อปลาไว้เพื่อล่อให้แมลงวันเข้าไป สุดท้ายแมลงวันก็ออกมาไม่ได้ และก็ไปตกน้ำตายที่ตรงกลางของกล่องพลาสติคนี้ที่มีน้ำอยู่ หลังจากที่ได้พูดคุยกันซักพักผมก็ขอตัวไปชำระร่างกาย ซึ่งก่อนไปพี่ๆลุงๆก็ยื่นแก้วพร้อมสุราผสมน้ำอัดลมให้ผมและขอให้ผมดื่มกับพวกเค้าสักแก้ว ผมยื่นมือรับแก้วพร้อมเหล้า ที่พี่คนหนี่งได้ส่งมาให้ แล้วดื่มเข้าไปหมดแก้วเพื่อเป็นการตอบรับน้ำใจจากพี่ๆลุง ดื่มเสร็จก็ขอตัวไปอาบน้ำ วันนี้ต้องเข้าคิวอาบน้ำนานพอสมควรเพราะคนมาอาบน้ำเวลานี้เยอะมากๆ

หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็เดินข้ามถนนด้วยใจที่หมายว่าจะเจอกับน้องๆกลุ่มนั้นอีก เมื่อมาถึงที่พักของน้องๆ ก็เลยสอบถามไปยังอาจารย์ที่ดูแลน้องๆ ก็พบว่าน้องๆกลุ่มนั้นออกไปช่วยงานอีกที่หนึ่งซึ่งก็คงไม่ได้กลับมาวันนี้ ผมก็เลยอดเจอน้องๆที่หวังว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน และจะพาไปกินขนมกับเดินเล่นในตลาดซักหน่อย เพราะพี่หมอคนหนึ่งได้แนะนำว่าน่าจะลองไปเดินที่ตลาดนัดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนัก

เมื่อไม่เจอน้องๆ ผมก็ออกมาเดินเล่นที่ตลาดนัดคนเดียว ผมซื้อไก่ย่างมาสามไม้ หลังจากเอร็ดอร่อยกับการกินไก่ย่าง ผมก็มาซื้อส้มตำที่ร้านน้อยน้ำปั่น ซึ่งเจ้าของร้านมีชื่อว่าพี่น้อย ผมถามพี่น้อยว่าตลาดแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร พี่น้อยบอกกับผมว่า ตลาดนี้ชื่อตลาดลานโล่ง เราพูดคุยกันถูกคอ พี่น้อยเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ท่าทางใจดี พี่น้อยถามผมว่ามาทำอะไรที่นี่เพราะดูจากการพูดแล้วผมไม่น่าจะใช่คนแถวนี้ ผมตอบพี่น้อยไปว่า ผมมาเป็นอาสาสมัครคอยแบกศพผู้ประสบภัยให้คุณหมอคอยตรวจศพว่าเป็นใคร พี่น้อยชื่นชมผมเป็นการใหญ่พลางก็บอกคนนู้นคนนี้ว่าผมมาจากกรุงเทพ แล้วมาช่วยแบกศพ ซึ่งการชมเชยผมให้คนอื่นฟังเช่นนี้ทำให้ผมถึงกับเขินเลยทีเดียว

ผมสั่งส้มตำและก็น้ำแตงโมปั่น สุดท้ายเมื่อเรียกเก็บตัง พี่น้อยไม่ยอมรับเงินจากผม ซึ่งผมเกรงใจมากจริงๆ ให้เท่าไหร่พี่เค้าก็ไม่ยอมรับเงินจากผม ผมบอกกับพี่น้อยว่า ครั้งหน้าต้องคิดเงินไม่งั้นผมไม่กล้ามาแล้ว ซึ่งพี่น้อยก็รับปาก ก่อนกลับพี่น้อยบอกว่าอยากให้ผมมาที่ร้านบ่อยๆ ไม่ต้องมาซื้ออะไรก็ได้แค่มานั่งเล่นแล้วพูดคุยกัน หลังจากนั้นผมก็ขอตัวลากลับไปพักผ่อน

ผมเดินกลับมายังที่พักด้วยความรู้สึกดีที่พี่น้อยมีน้ำใจต่อผม ผมซาบซึ้งในน้ำใจพี่น้อยจริงๆ ไม่ได้คิดดีใจที่ได้กินโดยไม่ต้องเสียเงินเลย หากแต่ดีใจและมีความสุขที่ได้พบกับความมีอัธยาศัยที่ดีของพี่น้อย และก็คิดว่าไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้รับน้ำใจจากคนที่เพิ่งจะรู้จักกัน การได้มาเดินที่ตลาดลานโล่ง ก็ทำให้ผมเห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ นับว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่ที่ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้มาสัมผัส เมื่อมาถึงที่พักผมก็คุยกับพี่หมอเตียงข้างๆถึงเรื่องราวทั่วๆไป จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า

Friday, November 03, 2006

เมื่อถึงวัด (สึนามีที่ฤดูมิอาจลืม 2)

หลังจากที่ผล็อยหลับไป ผมก็มารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที่ตอนตีห้ากว่าๆ ถึงตอนนี้รถทัวร์ได้นำพาผมมาอยู่ที่จังหวัดระนองแล้ว ด้วยความสงสัยก็เลยถามพี่พนักงานบนรถว่าอีกนานเท่าไหร่ ถึงจะไปถึงวัดย่านยาว ซึ่งพี่พนักงานก็ได้บอกกับผมว่าคงจะถึงวัดย่านยาวประมาณเจ็ดโมงถึงเจ็ดโมงครึ่ง เมื่อได้ยินดังนั้นก็คิดว่าขอหลับอีกซักหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี เมื่อคิดได้ดังนี้ก็พลันบอกพี่พนักงานว่าเมื่อถึงวัดเมื่อไหร่ให้ช่วยกรุณาปลุกผมด้วยหากว่าผมได้เผลอหลับไป ซึ่งพี่พนักงานก็ตกปากรับคำ แต่เมื่อครั้นที่จะนอนจริงๆก็ปรากฎว่าตัวผมนี้ไม่อาจข่มตาให้หลับได้เสียแล้ว ผมได้แต่นั่งมองข้างทางไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาเจ็ดโมงเช้ารถทัวร์ก็มาถึงที่หมายปลายทางของผม เมื่อรถจอดผมก็ขนของลงจากรถก่อนที่จะได้ยินเสียงพนักงานขับรถพูดขึ้นมาว่า “โชคดีนะน้อง” ผมตอบกลับไปอย่างสุภาพว่าขอบคุณครับ

เมื่อลงจากรถก็ได้พบว่าบรรยากาศหน้าวัดย่านยาวนั้นยังคงเงียบอยู่ ครั้นมองไปบนท้องฟ้าก็พบว่ามีเพียงแต่นกกระจอกเท่านั้นที่กำลังบินออกไปหากิน ท้องฟ้าตอนนั้นยังไม่สว่างมากนัก บรรยากาศช่างวังเวงเสียจริง กลิ่นที่เหมือนกับปลาเค็มได้ลอยเข้ามาแตะจมูกของผมซึ่งผมก็คิดว่านี่คงเป็นกลิ่นอายของความเศร้าจากอุทกภัยครั้งนี้นี่เอง ผมตัดสินใจข้ามถนนไปยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อที่จะไปล้างหน้าแปรงฟันให้สดชื่นเสียหน่อย เมื่อเสร็จกิจที่พึงกระทำเรียบร้อย ก็แวะเข้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งเพื่อที่จะหาอะไรมารองท้องสักหน่อย หลังจากที่เพลิดเพลินจนเสร็จกับอาหารมื้อแรกของวัน ผมเห็นขบวนพระภิกษุสงฆ์หลายรูปพร้อมด้วยเด็กๆเดินตามหลังผ่านหน้าวัดไป

สันนิษฐานได้ว่าพระภิกษุท่านกำลังทำพิธีแผ่เมตตาอยู่ หลังจากนั้นผมก็โทรหาพี่นวลอีกครั้งเพื่อที่จะสอบถามพี่นวลถึงบุคคลที่จะพาผมเข้าไปในวัดและสอบถามถึงที่พักที่เพื่อที่จะได้เก็บสัมภาระที่นำติดตัวมาด้วยก่อน พี่นวลบอกกับผมว่าที่พักที่ผมจะสามารถไปอยู่ได้นั้นอยู่ที่เทศบาลตำบลตะกั่วป่าพร้อมกับให้เบอร์ของคุณหนึ่ง(คนที่จะนำผมเข้าไปในวัด) ด้วยความที่ไม่คุ้นกับพื้นที่แถวนี้ก็ทำให้ผมหาทางไปไม่เจอ เดินไปเดินมากลับไปอยู่หลังวัดย่านยาวซะอย่างนั้น เมื่ออยู่ที่หลังวัดผมได้สัมผัสถึงกลิ่นแห่งความโศกเศร้าเสียใจนี้และกลิ่นของน้ำยาฟอร์มาลีนแรงขึ้นทุกทีๆ ผมได้โทรหาคุณหนึ่งเพื่อที่จะแนะนำตัว คุณหนึ่งบอกกับผมว่ากำลังจะไปถึงวัดในเวลาอันใกล้นี้

ประมาณเก้าโมงกว่าๆ ผมก็พบกับคุณหนึ่ง หลังจากที่ทักทายและแนะนำตัวกันเสร็จ ผมก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปยังบริเวณวัด ก่อนเข้าก็ต้องเซ็นชื่อและวงเล็บท้ายชื่อว่าเป็นอาสาสมัครมาแบกศพ เมื่อเข้ามายังบริเวณวัด กลิ่นของขั้นตอนการย่อยสลายตามธรรมชาตินั้นแรงขึ้นๆทุกทีเมื่อเข้าไปใกล้บริเวณที่ทำการเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณของผู้ที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ หลังจากเข้าไปแล้วผมไม่มีรอที่จะเริ่มที่จะปฎิบัติงาน ผมนำสัมภาระที่ติดตัวมาด้วยไปฝากกับสาวสวยคนหนึ่งที่ทำหน้าที่คอยใช้ผ้ากาวรัดข้อมือระหว่างถุงมือกับปลายแขนเสื้อ และบอกว่าผมเพิ่งจะมาถึง ผมจัดการสวมชุดที่ใครๆก็เรียกกันว่าชุดอวกาศอีกทั้งยังต้องใส่ผ้ากันเปื้อน ใส่ถุงมือพร้อมสวมหน้ากาก และเดินเข้าไปยังที่ปฎิบัติงาน ผมได้พบว่ามีน้องๆทหารเกณฑ์ ได้กำลังเริ่มที่จะปฎิบัติงาน ผมก็เดินเข้าไปถามน้องๆถึงสิ่งที่ต้องทำว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งหน้าที่ของผมก็คือทำการยกศพผู้เสียชีวิต มาให้ทีมงานแพทย์และทันตแพทย์ ทำการตรวจศพอีกทั้งยังถอนฟันศพและนำมาเอ็กซ์เรย์

วันนี้แดดช่างร้อนเสียเหลือเกินดั่งเป็นการท้าทายความอดทนของพวกเราซึ่งต้องทำงานในกลางเเจ้งเช่นนี้ เมื่อได้เริ่มลงมือปฎิบัติหน้าที่ผมเห็นภาพร่างไร้วิญญาณของผู้ประสบเคราะห์แล้วก็ได้แต่ทำใจ และคิดได้ว่าคนเราหนอไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร จะสวยหรือไม่สวย จะหล่อหรือไม่หล่อ ผิวขาวหรือดำ จะเป็นชาวต่างชาติหรือ คนไทย ในท้ายที่สุดเมื่อสิ้นลมแล้วปล่อยให้กระบวนการย่อยสลายทางธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมัน เราจะเห็นได้ว่าความงามหรือความแบ่งแยกที่เราได้เห็นครั้นพวกเค้าเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่นั้น กลับไม่มีผลใดๆเลย สุดท้ายเราไม่สามารถแยกออกได้ว่าใครเป็นใคร ไม่สามารถแยกออกได้เลยด้วยตาเปล่า ต้องทำการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงจะรู้ได้ว่าใครเป็นใคร

ผมยังนึกถึงญาติของผู้เสียชีวิตว่า ป่านนี้เค้ายังคงเฝ้าภาวนาให้คนที่เค้ารักนั้นได้กลับคืนมา และเมื่อมาถึงตอนนี้ผมกลับพบว่างานที่ผมทำอยุ่ขณะนี้กลับไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดไว้ ผมกับน้องๆทหารเกณฑ์ช่วยกันแบกร่างไร้วิญญาณด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง ไม่มีการแสดงอาการรังเกียจให้เห็น เราช่วยยกกันอย่างปราณีตและตั้งใจที่ไม่ให้ศพจะได้รับการกระทบกระเทือน เราค่อยๆวางอย่างนุ่มนวล มีบางครั้งที่เราวางศพแรงเกินไปจนได้ยินเสียงกะโหลกกระแทกกับพื้นเบาๆ โดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เราก็ยกมือไหว้เพื่อเป็นการขอขมากับศพ เราทำงานเรื่อยไปจนกระทั่งถึงเวลาพักกินข้าว

ประมาณ 11.30 น เราก็ได้ออกมาพักกินข้าวกลางวันกัน ผมกลับกินอะไรไม่ลงเลย เพราะไม่คุ้นเคยที่จะต้องมากินข้าวในบรรยากาศแบบนี้ แต่ก็ต้องฝืนกินไปให้เยอะๆเพราะช่วงบ่ายต้องทำงานหนักอีก และก็กลัวว่าจะไม่มีแรง ภาพตอนที่ผมได้เห็นตอนพักกินข้าวนั้น เป็นภาพที่น่าปลื้มใจเหลือเกินที่ได้เห็นภาพความร่วมมือร่วมใจกันของทุกๆคน คนไหนที่ไม่ได้ทำหน้าทีอย่างผม ก็ไปทำอย่างอื่นแทน บ้างก็ทำหน้าที่แจกเสบียงแจกน้ำ บางคนก็เก็บขยะ บ้างก็ทำหน้าที่แจกยา แจกเสื้อผ้า แม้ว่าหน้าที่ของแต่ละคนจะต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกสัมผัสได้ก็คือ ทุกคนทำงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีความสุข น้องทหารเกณฑ์บางคนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ยกศพ ก็ทำหน้าที่แจกชุดแล้วก็ช่วยแต่งตัวให้ บางคนที่ไม่สามารถมาอยู่ที่นี่อย่างผมได้ แต่ก็ยังใจดีที่บริจาคทั้งเงินทั้งสิ่งของกันมาอย่างมากมาย ที่เห็นได้ชัดๆก็คือกองเสื้อผ้ากองโต อาหาร เงิน(ผมไม่ได้เห็นแต่คิดว่ามีมากอยู่)เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไงก็ไม่ทิ้งกัน ในยามที่ได้รับความเดือดร้อน

ประมาณบ่ายโมงสิบห้าก็ได้เวลาที่จะเข้าไปทำงานต่อ ผมแต่งตัวและเข้าไปทำหน้าทีอย่างเดิม ช่วงบ่ายอากาศยิ่งร้อนมาก แต่พวกเราก็สู้ไม่ถอย ช่วงบ่ายนี่เองที่ทำให้ผมกับน้องๆทหารเกณฑ์พูดคุยกันมากขี้น ผมจึงได้รู้ว่าน้องๆเค้ามาตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว และก็เป็นช่วงบ่ายนี่เองทีผมรู้ว่ามีพี่ๆผู้ช่วยพยาบาลคอยทำหน้าที่ป้อนน้ำ ซับเหงื่อ(พวกเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองเพราะว่ามือเราไม่สะอาดพอ) ให้ดมยาดม ทาพิมเสนที่หน้ากากของพวกเรา พวกพี่ๆพยาบาลทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจ อย่างที่ไม่รู้จักคำว่ารำคาญ ถึงตอนนี้ผมได้แต่คิดว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนดี ผมยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงาานต่อไปจนกระทั้งถึงสี่โมงครึ่ง เมื่อเลิกงานผมเองยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนดี โชคดีไม่น้อยทีได้พูดคุยกับพี่ๆทันตแพทย์ พี่ๆก็แนะนำให้ผมมานอนที่เต๊นท์ของแพทย์ เพราะว่ายังพอมีที่เหลืออีกเยอะ ซึ่งก็เป็นที่เดียวกันกับที่พี่นวลแนะนำไว้ตอนแรก แต่ผมดันหาไม่เจอ ผมดีใจที่ในที่สุดผมก็หาที่นอนได้เสียที

Wednesday, August 30, 2006

แบกเป้ไปแบกศพ (สึนามิที่ฤดูมิอาจลืม 1)

ใครหลายๆคนคงจะจำเหตุการณ์คลื่นยักษ์วิปโยคสึนามิได้ดี ซึ่งถือเป็นวิบัติภัยครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา จากเหตุการณ์วันนั้นถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมาปีกว่าๆแล้ว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มิอาจจะลืมเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เลย การที่ได้ไปเป็นอาสาสมัครที่วัดย่านยาว จังหวัดพังงานั้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะหาได้อีกหรือเปล่าในชีวิตนี้ และรู้สึกว่าการตัดสินใจไปเป็นอาสาสมัครแบกศพในครั้งนั้นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตก็เป็นได้

ก่อนเกิดเหตุสองสามวันผมเเละเพื่อนๆจากโรงเรียนได้ไปเที่ยวหัวหินกัน เป็นการต้อนรับการกลับมาของกระท่อก ซึ่งได้กลับมาเยี่ยมเมืองไทย ในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิด และแล้วในเช้าวันที่เกิดเหตุ เราก็ได้รู้ข่าวการเกิดคลื่นยักษ์สินามิจากสถานี่โทรทัศน์ช่องต่างๆ ผมกับกระท่อกได้ตัดสินใจกันอยากจะลงไปพังงาเพื่อที่อาจจะพอช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ผมกับกระท่อกตกลงกันว่าเราจะไปช่วยเก็บศพกัน แต่แล้วเพื่อนของผมอีกคนหนึ่งคือนายแฟร้งค์ก็ไม่เห็นด้วย เพราะว่าการเห็นศพคนตายนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าดูเอาเสียเลย ผมกับกระท่อกยืนยันถึงความตั้งใจที่จะไปกันและบอกกับท่านแฟรงค์ว่าถ้าไม่ไปเก็บศพก็ได้ เพราะคงจะมีหน้าที่อื่นที่เราพอจะทำได้

ผมบอกกับเพื่อนทั้งสองว่าเกิดมาในชีวิตนี้กูยังไม่เคยได้เก็บศพเลย ขอสักครั้งเหอะว่ะ (ความจริงแล้วผมเป็นคนที่กลัวมากๆแต่เห็นว่าครั้งนี้ถ้าไปก็ไปกันสามคนถ้าเจอะถ้าเจออะไรก็คงต้องเจอเหมือนกันหมด) ผมถามแฟร้งค์ว่า "มึงกลัวใช่ป่ะล่ะ " แล้วแฟรงค์ก็บอกว่า" กูไม่ได้กลัวแต่กูไม่อยากไป" "มึงไม่กลัวแต่กูกลัว แต่กูก็ยังอยากไป เพราะมีเพื่อนไปด้วย" ผมตอบแฟร้งค์ แฟร้งค์ยังคงอิดออดแล้วบอกว่าเราสามารถที่จะช่วยเหลือได้โดยการบริจาคสิ่งของหรือบริจาคเงิน ด้วยความที่เรามาพร้อมๆกัน ครั้นจะให้แฟร้งค์กลับกรุงเทพคนเดียวก็คงจะเป็นเรื่องที่จะไม่ถูกนัก สุดท้ายเราสามคนก็ต้องกลับกรุงเทพกัน โดยที่ความอยากไปพังงาของผมนั้นยังคงอยู่ในห้วของผมตลอดเวลา

หลังจากวันเวลาผ่านไปได้ไม่นานนายกระท่อกก็ต้องเดินทางกลับเพื่อไปศึกษาต่อ ก่อนกลับนายท่อกได้ให้เบอร์รุ่นพี่คนนึงกับผมซึ่งพี่คนนี้ชื่อพี่นวล พี่นวลเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์วงกลมที่รับหนังสือของนายท่อก (การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา) ไปตีพิมพ์ และบอกให้ผมติดต่อไปเพราะว่าพี่เค้าไปเป็นอาสาสมัครอยู่ที่พังงาในตอนนั้น หลังจากไปส่งนายท่อกที่สนามบินเสร็จ ผมก็โทรหาพี่นวล แต่ว่าพี่นวลไม่ว่างที่จะคุยแต่ก่อนจบการสนทนาพี่นวลบอกว่าเดี๋ยวจะโทรกลับไป วันรุ่งขึ้น(อังคารที่ 11 มกราคม)หลังจากที่ผมตื่นมาเวลาสิบโมงกว่าๆ ผมก็กินข้าวไปตามเรื่องตามราว และก็ได้แต่เฝ้าดูโทรศัพท์ด้วยความหวังว่าจะมีสาวโทรมา ซึ่งสาวที่ว่าก็ไม่ใช่ใครหรอกครับ พี่นวลนั่นเองที่ผมรออยู่

ประมาณเที่ยงๆก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่นวล แล้วผมก็คุยกับพี่นวลว่าผมจะไปเป็นอาสาสมัครได้อย่างไร พี่นวลก็ตอบว่า "ไปได้ตามสะดวกเลย ไปตอนไหนก็ได้ ตอนนี้ขาดคนที่จะคอยแบกศพอยู่หลายอัตราเลย" หลังจากจบการสนทนา ผมก็ได้โทรไปสอบถามยังบริษัทรถทัวร์เพือสอบถามราคาตั๋วแล้วก็เวลาเดินทาง แล้วก็ได้ใจความว่าจะมีรถออกจากกรุงเทพประมาณทุ่มครึ่ง ผมตัดสินใจเก็บข้าวเก็บของในทันที สี่โมงครึ่งผมได้ออกจากบ้านเพือที่จะไปยังสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ประมาณหกโมงเย็นผมก็มาถึงสายใต้ และก็ซื้อตั๋ว ผมถามคนขายตั๋วว่าช่ว่งนี้มีคนไปพังงากันเยอะมั้ย พนักงานจำหน่ายตั๋วตอบกลับมาว่าไม่มีเลย มีน้องนั่นแหละไปคนแรก พี่พนักงานถามผมต่อว่าจะไปลงที่ไหน ผมก็ตอบกลับว่าจะลงที่วัดย่านยาว พี่พนักงานถามว่าจะไปทำอะไรที่นั่น ผมก็ตอบว่าจะไปช่วยเค้าอ่ะครับ มีอะไรให้ทำผมก็ทำทั้งนั้นอ่ะ อยากไปเพราะยังว่างๆอยู่ พี่พนักงานไม่พูดอะไรแต่บอกว่าผีดุน้ะน้องที่นั่นอ่ะ "เอ่อ! ไอ้คุณพี่ครับ ขอบคุณมึงมากๆเลยนะครับ สำหรับกำลังใจที่มึงให้กูก่อนที่จะขึ้นรถทัวร์เนี่ย" ผมคิดในใจ

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จผมก็มานั่งรอเวลาขึ้นรถทัวร์ ก่อนขึ้นรถสิบนาทีผมก็โทรหาคุณอารมณ์ คุณอารมณ์เธอเป็นคุณแม่สุดที่รักของผมนั่นเองครับ "แม่เหรอจ๊ะ นี่ลูกเองนะ ลูกอยู่สายใต้ กำลังจะไปแบกศพที่พังงา " คุณแม่ของผมตอบกลัยว่า "จะบ้าเหรอ อยู่ดีๆจะไปแบกศพทำไมเนี่ย ไม่กลัวเหรอไง ป่านนี้ศพไม่เน่าหมดแล้วหรือไง เหม็นตายเลย อย่าไปเลยลูก" ผมบอกกับแม่อีกว่า "ซื้อตั๋วไปแล้วจะขึ้นรถแล้วครับ เท่านี้ก่อนนะครับแม่ เดี๋ยวลูกจะโทรหาเรื่อยๆนะ ไม่ต้องห่วง" หลังจากคุยกับคุณแม่เสร็จ ผมก็ไปขึ้นรถ ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณแม่ของผม ท่านจะต้องห้าม ไม่อยากให้ไปแน่ๆ ผมจึงเลือกที่จะโทรหาแม่หลังจากที่ซื้อตั๋วแล้ว

เมื่อรถทัวร์เริ่มเคลื่อนออก ผมก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผมยอมรับว่าผมรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลไม่น้อย เพราะการเดินทางไปแบกศพด้วยตัวคนเดียวครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเดินทางไปท่องเที่ยวคนเดียวหรือไปกับเพื่อนๆเลย ผมนึกถึงช่วงเวลาทีผมอยู่ มัธยม 6 ที่ทางโรงเรียนของผมได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนชั้นสูงสุด ได้ไปดูอาจารย์ใหญ่ (ศพแห้งๆที่มีไว้ให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำการศึกษา)ครั้งนั้นผมเป็นคนเดียวของรุ่นที่ไม่ไป เหตุผลเหรอครับ ก็เพราะผมกลัวไง ขอแอบนอนเล่นอยู่ที่โรงเรียนดีกว่า อยู่ดีๆทำไมจะต้องไปเห็นอะไรที่ไม่น่ามองด้วยล่ะ ถึงตอนนี้ผมก็คิดว่า ตัวเราก็กลัวแล้วเราจะมาทำไมเนี่ย แต่แล้วความคิดต่อมาก็แล่นขึ้นมาว่า เราไปเพื่อที่จะทำให้ตัวเราหายกลัว เมือผมคิดได้ดังนั้น ผมก็รู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลน้อยลง

บนรถทัวร์มีหนังให้ดูซึ่งก็ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาที่ดีมากๆพอหนังจบผมก็เผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็ดูเวลา ถึงตอนนี้เป็นเวลา เที่ยงคืนกว่าๆของวันใหม่ ผมตื่นก็เพราะพนักงานบนรถได้ประกาศว่า รถทัวร์จะจอดให้พักกินข้าวประมาณสามสิบนาที ถึงตอนนี้ผมได้มาถึงอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมลงไปกินข้าวตามเรื่องตามราวไป และแล้วก็ขึ้นมาบนรถเพื่อที่จะรอออกเดินทางต่อไป ประมาณตีหนึ่งรถทัวร์ก็เคลื่อนออกอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดถึงงานที่ผมจะต้องทำในตอนเช้าไปจนถึงตลอดวันนี้ ก็คงจะเป็นการดีมากๆที่ผมจะนอนต่อเพื่อที่จะมีแรงทำงานได้ทันทีที่ไปถึงวัดย่านยาว ก่อนนอนผมก็ยังตื่นเต้นอีกเมื่อไม่รู้ว่าต่อจากนี้ผมจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่แล้วผมก็คิดได้ว่าจะมามัวนั่งคิดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้มีงานใหญ่ที่รอผมอยู่

Wednesday, August 09, 2006

มาเรียน ฉันลาล่ะน่า

สวัสดีเพื่อนผู้อ่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน หลังจากทีผมไม่ได้มาอัพบล็อกเลยเป็นเวลานานมากๆเนื่องจากติดภารกิจ(เอ็มเอสเอ็น) ใครเล่าจะเชื่อว่าคนอย่างผมจะกลายมาเป็นพ่อหนุ่มนักแชทเมื่ออายุยี่สิบหกปี และก่อนที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างมหานครนิวยอร์ก ผมก็ถือโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนรักอีกสองคนที่เวอร์จิเนียเป็นการมอบความ สุขให้ตัวเองครั้งสุดท้ายก่อนที่จะต้องไปใช้ชีวิตอย่างเหงาว้าเหว่และโดดเดี่ยว

6 สิงหาคม 2549 คืนนั้นเป็นวันที่ผมนั้นต้องออกเดินทางเพื่อที่จะมาเรียนต่อ ผม ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เศร้า อาลัยอาวรณ์ แล้วก็หวิว ยังไงบอกไม่ถูก เพราะรู้ว่าการจากลาบ้านเกิดเมืองนอนคราวนี้จะเป็นการจากลาที่ยาวนานที่สุด เมื่อคิดทีไรใจก็หายทุกทีไป ผมมาถึงสนามบินดอนเมืองประมาณสามทุ่มสิบห้า หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนๆก็ทยอยกันมา ยิ่งใกล้เวลาออกเดินทางผมยิ่งรู้สึกใจหาย ภาพที่เพื่อนๆมายืนอยู่ตรงหน้ายิ่งทำให้รู้สึกว่าความเหงากำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนๆที่เพื่อนๆมากันอย่างอุ่นหนา ฝาคั่ง และยังคงมีเพื่อนจากที่ทำงานเก่า เพื่อนจากโลกไซเบอร์สเปซ น้องเพื่อน พ่อแม่เพื่อน แฟนเพื่อน แฟนผม(ไม่มีก็เลยไม่มา) บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานจนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องขึ้นเครื่อง ผมกลับหงอยลงไปถนัดใจ

ก่อนที่จะจากลาเพื่อนๆ ก็โทรหาคุณแม่ซึ่งเป็นบุคคลที่ตั้งแต่เล็กจนโตที่ผมบอกกับท่านว่า ท่านเป็นคนที่ผมรักที่สุดในโลก หลังจากนั้นก็เป็นการล่ำลาเพื่อนๆ กระท่อกได้ให้ผมพูดอำลาก่อนที่จะไปขึ้นเครื่อง ยิ่งพูดมากน้ำตาก็จะยิ่งไหลก็เลยขอพูดน้อยๆ(ต่อยหนักๆแทน) หลังจากนั้นก็นึกขื้นได้อีกเรื่องว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มาสนามบินดอนเมืองแห่งนี้ ทุกอย่างย่อมมีการจากลาทั้งแบบชั่วคราวและถาวร

ผมูเดินเข้าไปเพื่อที่จะไปยังประตูขึ้นเครื่อง ระหว่างที่เดินไปนั้นก็นึกถึงแต่เรื่องที่จะต้องมาใช้ชีวิตนักศึกษาอีกสองปีในต่างแดนซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอเหตุการณ์อะไรบ้างและก็รู้ดีว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการมาลำบากไม่สบายเหมือนครั้งก่อนๆเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไรผมก็คงจะถอยไม่ได้เสียแล้ว และก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยให้กำลังใผมอยู่ตลอดเวลา ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่ากูเนี่ยเป็นคนที่โชคร้ายมากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตขอผม ก็คือการที่ได้มีเพื่อนๆอย่างพวกคุณ(มึง)นี่แหละว่ะ ยิ่งเขียนก็ยิ่งอินซะงั้น อีกสองปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน จะอ้วนขึ้นหรือว่าผอมลงก็ไม่รู้ แต่ที่ผมรู้แน่ๆก็คือความเป็นเพื่อนของผมกับพวกเพื่อนๆจะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน แล้วอีกสองปีเราจะมาพบกันใหม่นะ ลาก่อนทุกคน ลาก่อนดอนเมือง

Saturday, April 22, 2006

หนีรักไปพักร้อน 2

วันที่ 2 เราเช่ารถมาขับเที่ยวรอบเมือง ไปยังไม่ทันถึงไหน เราก็หยุดเเวะกินมื้อกลางวัน เราเลือกที่จะมานั่งกินในร้านบรรยากาศสบายๆ สไตล์โลคัลๆ อารมื้อนั้นอร่อยเเบบสบายๆ กินเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก หนักใจเมื่อจ่ายตัง พวกเราออกมาพร้อมเสียงหัวเราะว่าทําไมมื้อนี้มันเเพงจังว้า! จากนั้นเราก็เดินเอื่อยๆริมชายหาดที่อยู่ไม่ไกล สายลมเอื่อยๆอากาศอบอุ่นสบายๆ บรรยากาศโรเเมนติคอย่างนี้ พาลให้นึกเเละคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ผมนั่งคิดถึงวันเวลาเก่าๆกับใครคนหนึ่งได้สักพักก็ดึงสติตัวเองกลับมาพร้อมก ับความเป็นจริงที่ว่าตอนนี้เรามาเที่ยวอย่างมีความสุขกับเพื่อนรักอีกสองคน เเล้วจะมานั่งนึกถึงวันวานที่ผ่านไปเเล้วอยู่ทําไม

หลังจากนั้นพวกเราก็มาทัวร์โรงงานบาคาร์ดี้เเต่เสียดายที่เรามาช้าไปหน่อยทํ าให้เราอดเยียมชมโรงงาน เเต่เราก็ได้ชิมค็อกเทลสูตรต่างๆฟรี เเม้ว่าบาร์เทนเดอร์จะบริการเราได้อย่างยอดเเย่เเละทําเหมือนเหยียดๆพวกเรา เอาใจเเต่พวกฝรั่งตาน้ำข้าว ซึ่งนั่นทําให้พวกเราหัวเสียไม่น้อย พวกเราจึงเดินกลับมาที่รถด้วยอาการเซ็งจิต ทันใดนั้นเจ้าบาร์เทนเดอร์นิสัยเเย่ก็ตามมาง้อเราเพราะรูว่าเราโกรธมากๆ เเละคงกลัวว่าเราจะรายงานเบื้อง นายท่อกต่อล้อต่อเถียงได้อย่างถึงอกถึงใจพวกเรา ผมกับเควินได้เเต่นั่งมองตาปริบๆ นึกอยากจะต่อว่าเจ้านั่นบ้างเเต่ก็คงเถียง(เป็นภาษาอังกฤษ)สู้เค้าไม่ได้ ได้เเต่ดูสถานการณ์เผื่อว่าจะมีอะไร

ตกกลางคืนเราออกตระเวนราตรีเพ ื่อสํารวจว่าเหล่าหนุ่มสาวชาว spring breaker เค้านิยมเที่ยวคลับเเนวไหน เมื่อมาถึง spring break waiter อย่างผมก็ตื่นตากับเเสงสีเสียงเเละบรรยากาศของคลับเเห่งนี้ หนุ่มสาวชาวอเมริกันเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง ทําให้คิดกับตัวเองว่าถ้ากลับไปเต้นกับสาวๆที่เมืองไทยอย่างนี้มีหวังได้เอา หน้าคมๆไปกระเเทกฝ่ามือนุ่มๆของหล่อนเป็นแน่ ผมซึ่งรักการเต้นในยามที่ได้ยินเสียงเพลงที่ถูกใจ ก็หวังว่าจะเข้าไปเนียนคลุกวงในกับวัยรุ่นอเมริกันบ้าง เเต่สุดท้ายก็ใจไม่กล้าพอ

เราอยู่ที่คลับนี้ได้ไม่นานก็กลับเข้าที่พักเพราะพรุ่งนี้จะต้องตื่นเเต่เช้ าไปท่องเที่ยว+ดําน้ำ+ให้อาหารปลากระเบน เเละที่สําคัญผมจะได้มีโอกาสยลโฉมเจ้าอีกัวน่าทะเลที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เเค่คิดก็ตื่นเต้นเเล้ว เมื่อกลับมาถึงที่พัก ก็ล้มตัวลงนอน ขณะที่กําลังเคลิ้มๆอยู่นั้น เควินก็บรรเลงเพลงกล่อม(ให้ตื่น)ให้ผมเเละนายท่อกฟัง ทําให้ผมนึกถึงเพลงคลาสสิคที่เพื่อนคนหนึ่ง(ชูฮวย)เปิดให้ฟังยามเข้านอนเวลา ไปค้างที่บ้านของมันว่ามันช่างเป็นบทเพลงที่เพราะจับใจ ช่างต่างกับบทเพลงที่นายเควินบรรเลง(จากลมหายใจ)เสียนี่กระไร

ว ันนี้พวกเราตื่นกันเเต่เช้าเพราะต้องออกไปเริงร่าท้าทะเลกัน หลังจากที่กินอาหารเช้าเเล้วพวกเราก็ขึ้นรถที่ทางบริษัททัวร์จัดให้ที่หน้าโ รงเเรม ไม่นานก็มาถึงจุดขึ้นเรือสปีดโบ๊ท เเละเเล้วก็ออกเดินทาง เรือเเล่นสวนกระเเสคลื่นเร็วมากๆ ผมซึ่งนั่งอยู่หน้าสุดก็กระเด้งไปกระเด้งมา เเรกๆก็สนุกดีอยู่หรอก ตะโกนโหวกเหวกตามประสาคนหนุ่ม เเต่หลังจากสามสิบนาทีผ่านไป มันก็กลายเป็นความทรมาน ผมคิดเล่นๆในใจว่าป่านนี้อวัยวะภายในอย่าง ปอด ม้าม ตับ หัวใจ กระเพาะ ลำไส้ เซี่ยงจี๊ คงสลับตําเเหน่งกันวุ่นวายไปหมด เเล้วอย่างนี้ผมจะตามหาหัวใจตัวเองเจอมั๊ยเนี่ย?

เรือด่วนเเล่นมาได้ซักหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงเกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง เมือลงจากเรือก็พบว่ามีอีกัวน่าทะเลเยอะเเยะเต้มไปหมด ถูกใจผมซะจริงๆ คนขับเรือเรียกพวกเราไปเอาองุ่นเพื่อที่จะป้อนเจ้าอีกัวน่าเหล่านี้ พวกเราทั้งสามรีบไปรับองุ่นจากคนขับเรือด้วยกลัวว่าจะถูกคนอื่นเเย่งไปหมด ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจนักที่มนุษย์เราให้ความรักเเละการเเบ่งปันกับสัตว ์อื่นๆ เมือนึกขึ้นได้ดังนี้ผมก้เอาองุ่นเข้าปากตัวเองหนึ่งลูก เพื่อเเสดงความจริงใจว่าผลไม้ที่เอามาให้พวกมันกินนั้นเป็นผลไม้ที่ดีไม่ใช่ ผลไม้เน่าๆ พวกเราเอาผลองุ่นเสียบที่ปลายไม้เเล้วยื่นให้พวกอีกัวน่าทะเล พวกมันวิ่งมารับอาหารเเละกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเราก้ขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังอีกเกาะซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากเพื่อที่จะไป ดําผิวน้ำดูประการังกัน

เ มื่อมาถึงเจ้าหน้าที่หั่นเศษปลาเพื่อที ่จ ะให้เรานําไปป้อนเป็นอาหารปลากระเบน พวกเราได้มีโอกาสได้สัมผัสปลากระเบนตัวใหญ่ เเละป้อนอาหารจากมือสู่ปากเป็นอะไรที่สนุกมิน้อย หลังจากนั้นเราดูเจ้าหน้าที่ให้อาหารปลาฉลามที่มากันนับสิบๆตัว เเต่ละตัวยาวประมาณ เมตรกว่าๆ-สองเมตรกว่า ผมเเทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะได้เห็นปลาฉลามนับสิบๆตัวในระดับความลึกของน ้ำทะเลที่เมตรกว่าๆ อันทีจริงพวกพี่หลามขึ้นมาที่ระดับไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ ผมก้มลงไปถ่ายรูปปลาฉลามระหว่างที่ถ่ายรูปอยู่นั้น ผมไม่ทันได้สังเกตูว่ามี่อยู่ตัวหนึ่งได้พรุ่งตรงมาที่ผมจากทางด้านข้าง เจ้าหน้าที่รีบกระทืบขาเพื่อทําให้มันตกใจเเละว่ายไปทางอื่น ผมได้อยู่ใกล้กับปลาฉลามเเค่เพียงเอื้อมมือ ผมโดนเจ้าหน้าที่คนนั้นดุ ผมได้เเต่นิ่งเเละรับฟัง

หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณอย่าง์นี้ก็็เกิดขึ้นอีกกับหนุ่มอเมริกันที่ยืนอย ู่ข้างๆตัวผม ดีที่เจ้าหน้าที่คนเดิมช่วยไว้ได้ทัน เมื่อโชว์ให้อาหารปลาฉลามสิ้นสุดลงเราก็ไปดําผิวนํ้ากัน ขณะที่เพื่อนท่อกเลื อกที่จะเอนจอยไลฟ์คนเดียวอยู่บนฝั่ง ทันทีที่ลงนํ้าผมตื่นเต้นมากเเละกําลังคิดว่าปะการังที่นี่กับที่หมู่เกาะสุ รินทร์ ที่ไหนจะสวยกว่ากัน ว่ายยังไม่ถึงครึ่งทางผมก็เป็นตะคริว เเล้วผมก็ต้องขึ้นมาบนเรือฉุกเฉินซึ่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ ผมถามหนุ่มน้อยว่าทำไมเขาถึงไม่ลงไปว่ายน้ำเค้าตอบว่าเขาเหนื่อย เเล้วก็ถามกลับมาว่าทำไมผมถึงรีบขึ้น ผมตอบอย่างเอียงอายว่าผมเป็นตะคริว เด็กน้อยหัวร่อด้วยความน่าเอ็นดูหลังจากมาถึงฝั่งผมรีบลงจากเรือฉุกเฉินด้วย ความอาย เเละเจ้าหน้าที่ก็ทําอาหารมื้อกลางวันให้พวกเราทานเราทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อทานเสร็จเรามีเวลาเดินเล่นอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ต้องนั่งเรือกลับ ผมต้องนั่งหน้าสุดอีกเช่นเคย หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเราก็กลับถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

เ ย็นวันนั้นเราสามคนตัดสินใจฝากท้องที่ร้านอาหาร Senor's Frogs ซึ่งเป็นร้านที่ตกเเต่งได้อย่างมีสไตล์เเละที่สําคัญร้านนี้เปิดเพลงเพราะๆเ ก่าๆสมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มๆ เรากินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยเเละจิบเบียร์อย่างสบายอารมณ์ ไม่นานนักผมเริ่มรู้สึกถึงการมีดนตรีอยู่ในหัวใจ คิดได้ดังนั้นก็ชวนเควินลุกขึ้นมาเเดนซ์ซะ ์หลังจากเต้นจนสนุกเพียงพอเเล้ว

เราก็กลับมานั่งอ้อยอิ่งกินลมชมบรรยากาศอย่างเพลิดเพลิน เราใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ที่ร้านอาหารติดทะเลบรรยากาศดีเเห่งนี้ พวกเรารู้สึกอยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่ากับวันสุดท้ายที่จะได้อยู่บนเกาะเเสนสว ยเเห่งนี้ เมื่อดึกมากเเล้วเราก็ตัดสินใจเดินกลับที่พัก พวกเราต่างรู้สึกเสียดายวันเวลาเเห่งความสุขที่บาฮามาสของเรากําลังจะจบลง พรุ่งนี้เเล้วที่พวกเราจะต้องเดินทางกลับ เมื่อกลับถึงที่พักพวกเราก็ล้มตัวลงนอน ผมข่มตาตัวเองให้หลับก่อนที่เควินจะเริ่มเเสดงคอนเสริ์ต เเต่ทว่า ผมช้าไปเสียเเล้ว

เ ราตื่นกันเเต่เช้าเพราะมีเเผนจะไปเยี่ยมชมสวนสัตว ์ Androstra Garden and Zoo เราต้องออกเดินทางเเต่เช้าเพราะนายเควินต้องเดินทางกลับก่อนผมเเละนายท่อก เราจึงต้องการที่จะมีเวลาไปชมสวนสัตว์ให้นานที่สุด เราใช้เวลาอยู่ในสวนสัตว์ประมาณ 1ชั่วโมงกว่าๆก็พากันเดินออกมาเพราะได้เวลาเเล้วที่นายเควินหน้าไทยจะต้องเด ินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับ หลังจากส่งเควินเเล้วท่อกกับผมก็เดินมาเพื่อหาของกินทิ้งทวน เราเลือก Conch salad กับเบียร์ Kalik เป็นของหนัก หลังจากนั้นตามด้วยไอติมปั่นรส Pina Corada ซึ่งเป็นของหวานที่ได้ใจพวกเรามากๆหลังจากนั้นเรา็ก็เดินเล่นซื้อของเล็กๆน้ อยๆเเละเเล้วก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินทางกลับ คิดเเล้วก็เศร้า

ร ะหว ่างที่นั่งเครื่องกลับมายังมหานครนิวยอร์คผมได้นั่งนึกถึงช่วงเวลาที่ได้มาเ ยือนบาฮามาส ก็ทําใหคนที่ไม่ค่อยได้ท่องเที่ยวอย่างผม ได้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง ผมได้เรียนรู้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆนั้นก็เสมือนกับเป็นการเป ิดโลกให้กับตัวเองได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆที่เราไม่มีโอกาสได้สัมผัสจากสถานท ี่ที่เราอยู่จนคุ้นเคย ได้เห็นวิถีชีวิตเเละได้รู้วัฒนธรรมของคนในที่นั้นๆ รวมไปถึงสิ่งเเวดล้อม สภาพบ้านเมือง อีกทั้งความสวยงามของธรรมชาติที่มีเสน่ห์เเละความสวยงามเฉพาะตัว

คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมนักหากเราจะมาคิดเปรียบเทียบความสวยงามของธรรมชาติว่ าที่ไหนงดงามกว่ากันเพราะเเต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับเราว่าเลือกที่จะสัมผัสมิติไหนของธรรมชาติ เอ๊ะ! นี่ก็ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะเข้าใจตรงกันกับผู้เขียนไหม เพราะผมก็เริ่มงงเองเเล้วล่ะ เเต่จะเปรียบเทียบง่ายๆกับเรื่องที่ผมถนัดก็เเล้วกัน ผู้หญิง!!! เราไม่สามารถเปรียบเทียบความสวยงามของผู้หญิงเเต่ละคนได้ ก็เป็นเพราะว่าผู้หญิงมีความสวยงามทุกคน เเต่ละคนก็มีความงามที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวเเตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ชายอย่างเราๆว่าจะเลือกมองพวกเธอในมุมไหน

เเต่สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนเหมือนกันก็คือเวลาคุณเธอโกรธ พวกเธอพร้อมจะกลายร่างเป็นบุคคลอันตรายในทันที เเล้วอย่าทำให้พวกเธอโกรธล่ะ! กลับถึงเมืองไทยเมื่อไร ผมมีความตั่งใจมั่นว่าอยากจะท่องเที่ยวในเมืองไทยสัก 3-4 เเห่งเพราะรู้สึกผิดเหลือเกินที่ทุกครั้งที่มีชาวต่างชาติถามถึงสถานที่ท่อง เที่ยวในบ้านเราหลายๆเเห่ง ผมไม่สามารถตอบได้เลย นอกจากจะละอายใจเป็นอย่างยิ่งเเล้ว ผมยังรู้สึกผิดเหมือนคนไม่รู้คุณเเเเผ่นดินยังไงก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เมืองไทยของเราก๊มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย แต่ผมเองกลับยังไม่ได้สัมผัสสักเท่าไรนัก (อันนี้อินจริงๆนะเนี่ย) ถึงเวลาเเล้วที่ผมจะต้องสัมผัสถึงความงามของธรรมชาติใกล้ๆตัวเสียบ้าง อีกทั้งจะได้เป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอีกด้วย เเล้วใครจะไปกับผมบ้าง ?


ปล ระหว่างที่นั่งพิมพ์อย่างไม่กลัวเสียเวลาอยู่นี้ ก็ได้รู้ความจริงว่าสาวปริศนาเมื่อวันก่อนเป็นใคร ความจริงก้รู้อยู่ตั้งเเต่เเรกเเล้วล่ะ ก็เลยถือโอกาสอํากลับซะเลย เอาเป็นว่าเจ๊ากันไปนะจ๊ะ

Wednesday, April 19, 2006

หนีรักไปพักร้อน 1

กลับมาอีกครั้งตามคําเรียกร้องนะครับ ไม่ได้ up ซะนานเลย เที่ยวเพลินไปหน่อย นี่ก็เพิ่งจะเป็นเก๊าฑ์อีกเเล้ว สามเดือนเป็นสามหนเเล้วไหนคุณหมอบอกว่าสาม-สี่เดือนจะเป็นสักหนึ่งครั้ง นี่หมอไม่ได้เล่า หรือเราไม่ไ้ด้เรื่องกันเเน่ พอจะเริ่มเขียนก็มีคนเข้ามาทักใน msn!! เอ๊ะ!!! เธอเป็นใครกัน? คําถามนี้เกิดขึ้นในหัวหลังจากที่เธอเข้ามาทักทาย คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าเธอเป็นอีกคนที่เข้ามาอ่าน blog ของผมอยู่บ่อยๆ(หรือเปล่า) ก็ยังดีที่มีคนอื่นเข้ามาอ่านบ้าง นึกว่าจะมีเเต่สมาชิกพรรคใครรักเราซะเเล้วที่มานั่งอ่านกันเอง ดีเหมือนกันที่จะได้มีเพื่อนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน ที่สำคัญเป็น ญ ซะด้วย ฟิ้ว ฟิ้ว!!!

เข้าเรื่องดีกว่ามาอยู่ที่นี่ได้จะสามเดือนเเล้ว ก็ได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปหลายๆที่ก็นับเป็นโชคดีเเท้ๆ ที่มีนายท่อก กะหลํ่าปลีกุล เป็นคนจัดทริปให้ ทริปเเรกไปที่ Bahamas หนึ่งในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน ทริปนี้เราไปกันสามคน(อลเวง) มีผม นายท่อก เเละ เควิน (เค้าคืออีแอกของเพื่อนๆนั่นเเหล่ะ) เควินคือหนุ่มไทยที่จากดินเเดนขวานทองมานานมากๆ( 2 ปี) เเละนั่นก็นานพอที่จะทําให้เค้าพูดได้เเต่ภาษาอังกฤษ จนลืมภาษาไทยซะงั้น ทุกอย่างในตัวเควินนั้นค่อนข้างจะเปลี่ยนเป็นเเนวอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นสําเนียงการพูด บุคลิก ท่าทาง เเต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ก็คือ หน้าตาที่ยังคงความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่นั่นเอง จะว่าไปเเล้วทริปนี้ก็คือทริปคนโสดที่หนีรักไปพักร้อนก็คงจะไม่ผิดนัก

ว ันเเรกที่มาถึงพวกเราเลือกพักที่โรงเเรมในตัวเมืองด้วยเหตุผลที่ว่า มาเที่ยว ไม่ได้มานอน ที่นอนก็ไม่ต้องดีมากก็ได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้เเล้วจะจ่ายเเพงกว่าทําไม พวกเราเริ่มวางเเผนที่จะเที่ยวกันในทันทีที่มาถึงที่พัก เราประเดิมด้วยการเดินไปหาของอร่อยตามที่คนขับรถเเท็กซี่เเนะนําซึ่งก็อยู่ไ ม่ไกลจากที่พักของเรานัก เราเริ่มด้วยนํ้าปั่นรส Pina corada รสชาดที่ถูกปากพวกเรามากๆ เเละตามมาด้วย Conch salad หรือที่เราตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า สลัดน้อยหอยสังข์ เเละเป็น Conch salad นี่เองที่เป็นพระเอกของอาหารมื้อนี้ เราไม่ลืมที่จะหาเเอลกอฮอลล์ประจําชาติ เราสั่งเบียร์ Kalik ซึ่งเป็นเบียร์ทีขายดิบขายดีของที่นี่ เราไม่เเปลกใจเพราะคนที่ไม่ชอบดื่มเบียร์อย่างผมยังต้องขอสอง หลังจากอิ่มหนําสัาราญกับมื้อกลางวันที่เเสนอร่อย เราตกลงใจกันว่าเราจะเป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ของร้านนี้ระหว่างเวลาที่เราอยู ่ที่นี่ เพราะนอกจากรสชาดอาหารที่ถูกปากเเล้ว เรายังได้สัมผัสบรรยากาศเเบบ local มากๆ อีกทั้งพนักงานในร้านก็บริการได้ดีมากอีกด้วย

ห ลังจากหนั งท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน เป็นไปตามกฎ Murphy's law พวกเราจึงต้องหาอะไรสนุกๆทํา เราเลือกที่จะไปเดินเล่นที่คาสิโนที่ใกล้ที่สุด เเละการมาคาสิโนที่นี่เองที่ทำให้เรารู้ว่าเรามีวิญญาณของนักเเสวงโชคอยู่เต ็มหัวใจ ตัวผมเองค่อนข้างที่จะรู้ดีว่าตัวเองไม่ค่อยจะมีโชคมีลาภซักเท่าไหร่ (เพราะมีเเต่ข้าวเหนียว) เเต่อย่างที่ นักปราชญ์ โฮเซ่ อีวาน พาโบล ได้เคยกล่าวไว้ว่าชีวิตคนเราอยู่ได้ด้วยความหวังเมื่อนึกถึงคำทีท่านได้กล่า วไว้ผมก็เลยขอสู้กับดวงตัวเองอีกซักตั้ง ด้านนายเควินเองก็มั่นใจซะเหลือเกินว่าเค้าจะสามารถจะหอบเอาเงินดอลลาร์กลับ ไปเดทสาวที่เมืองไทยได้เเน่ๆ เควินบอกกับผมว่าเค้าเชื่อในเรื่อง Superstitious มาก เค้าว่าเค้ามี sense ในเรื่องพวกนี้มากๆ ส่วนนายท่อกก็ได้เเต่ทําตัวตามนํ้าเพราะไม่มีความถนัดในเรื่องดีๆอย่างนี้ พวกเราใช้เวลาไม่นานก็บรรลุผลงานตามเป้าหมาย ซึ่งผลก็คือ เราได้ไปหาอาหารเย็นใส่ท้องเร็วกว่าปกติ มันทําให้ผมรู้ว่าคนที่ sense ธรรมดาอย่างผมกับ บุรุษที่เปี่ยมไปด้วย sense อย่างเควิน สุดท้ายก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน (ตอนจบศพไม่สวย) เรากลับไปกินอาหารเย็นที่ร้านเดิมเเละก็ไม่ผิดหวัง อร่อย!!! หลังจากนั้นเราก็กลับมานอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย

Wednesday, February 22, 2006

เก๊าท์ เธอ เเละ เพื่อนฉัน



วันนี้ถือเป็นวันดีที่จะเริ่มเขียน Blog ครั้งที่ 2 เพราะว่ากระท่อกเพื่อนรักได้กลับมาเเล้ว เเละได้นําlaptop ที่มีภาษาไทยกลับมาด้วย
ครั้นจะเขียนต่อจากงานขียนชิ้นเเรกก็หมดอารมณ์เสียเเล้ว เอาเป็นว่างานเขียนครั้งเเรกจบลงโดยปริยาย

หลายคนอาจสงสัยว่าทําไมถึงได้ชื่อว่าเรื่องเก๊าท์ พวกเพื่อนๆคงเดากันได้นะครับ ? ถูกต้องเเล้วครับ!!! กูเป็นเก๊าท์
กูเพิ่งจะรู้ตัวว่ากูเป็นเก๊าท์ก็เมื่อตอนก่อนจะเดินทางมาอเมริกา 1 อาทิตย์ ช่างโชคร้ายเสียนี่กระไร เพราะกูปวดนิ้วหัวเเม่(เท้า)ด้านซ้ายมากๆ ไปหาหมอจึงได้รู้ว่าเก๊าท์ได้รับปะทานเสียเเล้ว กูถามหมอว่า "หมอครับ ผมยังหนุ่มยังเเน่น ทําไมถึงเป็นโรคเก๊าท์ได้ล่ะครับ เก๊าท์เป็นโรคคนเเก่ไม่ใช่ดอกหรือครับ" หมอตอบกลับมาว่า "ก็เเล้วที่ผ่านมา คุณกินอะไรเข้าไปบ้างล่ะ" กูว่าหมอนี่ชักจะยังไงๆอยู่เเต่ก็ไม่ตอบอะไร หลังจากที่หมอบอกผมว่าอาหารอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง ผมก็บอกหมอว่า"งั้นผมเลือกที่จะไม่กินมันเลยดีกว่าครับ"
เเล้วหมอก็ตอบกล ับมาด้วยนํ้าเสียงมีอารมณ์ว่า "งั้นคุณก็คงกินได้เเต่ผักกับหญ้าเเล้วล่ะ ผมไม่ได้ห้ามว่ากินไม่ได้ เเต่กินในปริมาณน้อย"
ถึงตอนนี้กูรู้สึกว่าหมอ กับกูชาตินี้คงทําบุญร่วมกันมาน้อย ถ้ากูด่าหมอหรือต่อยหมอ กูจะผิดมากมั๊ย ทําไมหมอถึงตรวจกูอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ทั้งๆที่กูก็เป็นพนักงานที่โรงพยาบาลเเห่งนี้ (เพื่อนๆคงไม่รู้หรอกว่าเป็นโรงพยาบาลอะไร เเละไม่ต้องเดานะว่าเป็น รพ. บํารุงราษฎร์ เห็นมั๊ยล่ะ ว่ายังไงพวกเพื่อนๆ ก็เดาไม่ถูกอยู่ดี) หลังจากที่ได้รับยาเเล้วกูก็กะเผลกสังขารกลับห้อง
กว่ากูจะหายปวดก็อีก 2 วันก่อนเดินทาง นับว่าโชคดีไม่น้อยเพราะถ้าต้องเดินทางทั้งที่ยังปวดอยู่ล่ะก็ กูคงเเย่เเน่ๆ

เมื่อมาถึงที่นี่ผมก็ดําเนินชีวิตอย่างปกติสุข ทํางานทุกวันโดยไม่หยุด กะว่าจะเก็บวันหยุดไว้ไปเยี่ยมเพื่อนเเละเธอคนนั้น ทีอยู่ต่างรัฐกัน เเละเเล้ววันนั้นที่ผมตั้งตารอก็มาถึง ผมได้พบเพื่อน ( ขอตัง กะ ขอทาน และอีแอก) ที่ไม่ได้เจอกันมานาน เเละผมก็ได้เจอใครคนนั้น คนที่ผมอยากเจอเป็นที่สุด เเต่อนิจจังไม่เที่ยง สังขารก็ไม่เที่ยง อาการเก๊าท์ของกูกําเริบ สันนิษฐานได้ว่า มันคงเกิดจากอาหารกลางวันวันก่อน ซึ่งเพื่อนรักของผมพาไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด+ หมูเเดงที่ร้านอาหารเวียดนามราคาย่อมเยาว์เเห่งหนึ่ง ผลที่ได้ตามมาก็คือ ความอร่อย ณ ตอนกลางวัน =ท้องเสียอย่างหนักในตอนกลางคืน เเต่จะมีอะไรแย่ไปกว่าอาการของโรคร้ายที่ผมต้องมาเป็นก่อนวัยอันควร ใช่แล้วครับอาการเก๊าท์ของผมกำเริบขึ้นมาอีกในคืนนั้นเอง เช้าวันรุ่งขึ้นก็พบว่าอาการปวดทวีความรุนแรงมากขึ้น ยังงงอยู่ว่าทำไมมันถึงกำเริบขึ้นมาเร็วนัก ไหนคุณหมอบอกว่าอาจจะมีอาการกำเริบอีกประมาณสามเดือน อาการปวดเก๊าท์ที่ไม่ได้นัดหมายกลับมาอีกครั้ง แล้วก็ไม่วายชวนให้คิดถึงเป็ดน้อยจานเมื่อวานที่สงสัยว่ามันคงโกรธจนแผลงฤทธิ์ขึ้นในวันนี้

เเต่แล้วผมก็หอบร่างกายอัีนไม่สมประกอบนี้เพื่อที่จะได้ไปพบกับเธอคนนั้น แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ต้องมาพบกับเธอในสภาพไม่สมประกอบเช่นนี้ ผมได้แต่คิดว่าจะได้มีโอกาสเจอเธอเเละก็หวังว่าคงได้มีช่วงเวลาที่อาจจะทำให้เธอประทับใจได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงมักสวนทางกันเสมอๆ ผมได้แต่เดินตามเธอเป็นช้างฝูงหลังหรือช้างซีต่ำนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกับเธอต้องแยกกันเิิดินในวันที่เธอไปชอปปิ้งซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ผมกลับมาที่ห้องของเพื่อนด้วยความเศร้าใจ ความเจ็บป่วยไม่สามารถทำให้ผมเดินทางกลับมายังนิวยอร์กได้ ทำให้ต้องเลื่อนเดินทางกลับ แต่มาคิดอีกที่ก็ดีเหมือนกันถือโอกาสเป็นการหยุดพัีกหลังจากทำงานหนักมาเป็นเวลาหลายวัีน(อย่างนี้เรียกได้ว่าโดดงานโดยสุจริต) แล้วก่อนที่เธอจะเิดินทางกลับมาเมืองไทยเพียงหนึ่งวันผมก็มีโอกาสได้ร่วมกินอาหารเย็นกับเธอแล้วก็ครอบครัวของเธอ แม้จะต้องเดินกะเผลกๆก็ตาม วันรุ่งขึ้นผมกับขอตังเำืพื่อนรักตื่นกันแต่เช้าเพื่อที่จะมาส่งเธอคนนั้นที่สนามบิน ชั่งเป็นช่วงเวลาที่เศร้าเหลือเกินที่ต้องเห็นเธอกำลังจะจากครอบครัวของเธอ ผมซึ่งแม้ว่าจะเป็นคนอื่นเห็นแล้วก็เศร้าใจไปด้วย ผมไปส่งเธอได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาพที่เธอเดินจากไปทำให้ผมหดหู่จนลืมอาการปวดไปชั่วขณะ มารับรู้ถึงอาการปวดอีกทีก็ตอนที่ต้องเดินกลับไปขึ้นรถพร้อมกับคิดในใจว่าทำไมมันไกลจัีงวะ

เมื่ออาการดีขึ้นก็เป็นช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่เสียเเล้ว สรุปเเล้วทริปนี้เเม้ว่าไม่มีอะไรที่ผมทำให้เธอประทับใจได้มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจเหลือเกินก็คือเำพื่อนรักของผมอย่างขอตัง ขอทาน อีเเอก เเละน้องขอที ที่ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกดีใจเสียเหลือเกินที่ได้มารู้จักกันตั้งเเต่ครั้งเยาว์วัยในรั้วโรงเรียนประจำชายล้วนแห่งหนึ่ง แม้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มิตรภาพดีๆที่เพื่อนมีให้เพื่อนมัีนก็ไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลาด้วยเลย (เริ่มจะซึ้งมากไปเเล้ว)ว่าแล้วก็ถือโอกาสขอบคุณพวกมึงมา ณ ที่นี้เลยละกันว่ะ